ค่าเงินบาทแข็ง กดดันราคาแข่งขัน ส่งออกไทยยังไหวหรือไม่

ค่าเงินบาทที่แข็งค่าสูงสุดในรอบหลายปี กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการส่งออกไทยในปี 2569 โดยปลายเดือนธันวาคม ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าทั้งปีถึง 9.31% ส่งผลให้รายได้ของผู้ส่งออกเมื่อแปลงเป็นเงินบาทลดลงโดยเฉลี่ย ประมาณ 3.2 บาทต่อดอลลาร์ และทำให้การแข่งขันด้านราคาทำได้ยากขึ้น

แม้ภาพรวมมูลค่าส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมาจะเติบโตดี โดยมีมูลค่าสูงถึง 338,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 12.58% ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาท กลับขยายตัวเพียง 5.20% หรือสะท้อนรายได้ที่หายไปเฉลี่ยราว 7.38% จากผลของอัตราแลกเปลี่ยน

ผลกระทบแตกต่างตามกลุ่มสินค้า
กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตและส่งออกต่อ ยังสามารถประคองตัวได้จากต้นทุนนำเข้าที่ลดลง ขณะที่ สินค้าเกษตรได้รับผลกระทบชัดเจน โดยมูลค่าการส่งออกหดตัว 10.76%

  • ข้าว ลดลง 34%
  • ยางพารา ลดลง 5.6%
  • อาหารทะเลแปรรูป ลดลง 7.8%

ตลาดส่งออกหลัก
ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการส่งออกไทย ยังขยายตัวได้ 29.8% ขณะที่ตลาดจีนขยายตัว 13.37% แต่บางตลาดในภูมิภาคหดตัว ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกลดลงรวมราว 4.8–5.0 หมื่นล้านบาท

ปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่า

  1. เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเฉลี่ย 13.8% จากทิศทางเศรษฐกิจโลก
  2. ราคาทองคำตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่า 70%
  3. เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง เสริมความเชื่อมั่นค่าเงิน
  4. กระแสเงินจากการค้าทองคำที่มีมูลค่าสูงในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับปี 2569 การส่งออกไทยยังมีโอกาสเติบโตได้ราว 5% แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าเงิน แต่เงินบาทแข็งก็ช่วยลดต้นทุนนำเข้า ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภค ช่วยพยุงต้นทุนภาคการผลิตในอีกด้านหนึ่ง

ที่มาข้อมูล: ฐานเศรษฐกิจ