



ตลาดจีนมีแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร สะท้อนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและจำนวนประชากร รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาสินค้าที่มีคุณภาพในราคาคุ้มค่า ส่งผลให้น้ำมันปาล์มของไทยซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย มีโอกาสขยายการส่งออกเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

การควบคุมการนำยางพาราผ่านแดนของไทยในช่วง 2 เดือนแรก เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการจัดระบบตรวจสอบและรับรองชนิดหรือประเภทของยางพาราที่นำผ่านราชอาณาจักร เพื่อให้การขนส่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด มีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ค่าเงินบาทที่แข็งค่าสูงสุดในรอบหลายปี กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการส่งออกไทยในปี 2569 โดยปลายเดือนธันวาคม ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าทั้งปีถึง 9.31% ส่งผลให้รายได้ของผู้ส่งออกเมื่อแปลงเป็นเงินบาทลดลงโดยเฉลี่ย ประมาณ 3.2 บาทต่อดอลลาร์ และทำให้การแข่งขันด้านราคาทำได้ยากขึ้น

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ยืดเยื้อนานกว่า 7 เดือน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าจากไทย ซึ่งมีมูลค่าสูงราว 70,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่การนำเข้าจากกัมพูชามีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้การปิดด่านส่งผลให้รายได้จากการค้าชายแดนหายไปกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี

การลงทุนจากต่างชาติในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ประเทศกว่า 2.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่ม ยานยนต์ เทคโนโลยีดิจิทัล การผลิตขั้นสูง และศูนย์ข้อมูล ซึ่งยังคงเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

สร้างโอกาสรายได้ใหม่ให้เกษตรกร พร้อมขยายเศรษฐกิจฐานประมงอย่างยั่งยืน

การลงทุนในประเทศไทยยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.–ก.ย.) มียอดยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 2,622 โครงการ รวมมูลค่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มองว่าไทยยังเป็น ฐานการผลิตระยะยาวที่แข็งแกร่งในอาเซียน

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์

ตั้งแต่ต้นปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 7% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินเดีย และมาเลเซียกลับมีค่าเงินอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สินค้าส่งออกหลักของไทย ทั้ง ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา เจอภาวะต้นทุนสูงขึ้นกว่า 10% ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงทันที

ตลาดของเล่นในประเทศจีนมีมูลค่าประมาณ 22.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 165 พันล้านหยวน ในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 50.6 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.6% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินค้าของเล่นที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนำเข้าและพรีเมียม